Fortnite เปิดให้เล่นบนมือถือ Android มาปีกว่าๆ แล้ว (เปิดตัวครั้งแรกในงาน Galaxy Note 9) โดยการติดตั้งนั้นผู้ใช้งานต้องไปโหลด apk มาติดตั้งจากหน้าเว็บเอาเอง
นอกจากการติดตั้งเกมส์แบบนี้จะไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว ยังมีปัญหาหลายอย่าง เรื่องแรกคือความยุ่งยากสำหรับผู้ใช้งานทั่วๆ ไปที่ไม่มีความรู้ด้านไอทีมากนัก ประการต่อมาคือเรื่องของความปลอดภัย ถ้าใครแอบใส่ไฟล์มัลแวร์เข้าไปในตัวติดตั้งผู้ใช้งานก็ไม่มีทางทราบได้เลย
การที่ให้ผู้ใช้งานติดตั้ง APK เองจากหน้าเว็บแม้จะยุ่งยากและมีปัญหา แต่ข้อดีที่ Epic ได้รับก็คือไม่เสียส่วนแบ่งค่าบริการ 30% ให้กับ Google เมื่อคูณด้วยจำนวนผู้เล่นของ Fortnite ที่มีมากมายมหาศาล (ต้นปีนี้มีผู้เล่นเกมส์นี้เดือนละ 250 ล้านคน) ถ้าต้องแบ่งให้ Google ก็น่าจะเป็นเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐอยู่ การใช้เงินจริงซื้อของในเกมส์นั้นก็มีตั้งแต่สกินตัวละคร อาวุธ ไปจนถึงท่าเต้นแสดงอารมณ์ในเกมส์
บริษัทวิเคราะห์และติดตามกระแสตลาดอย่าง Edison Trends ก็ประเมินว่าปีนี้ไตรมาสที่ 2 เกมส์ Fortnite ทำรายได้ลดลง 52% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปีที่แล้ว แต่แม้จะถดถอยลงแต่ก็ยังคงเป็นอันดับหนึ่งในวงการเกมส์ที่มีเม็ดเงินหมุนสะพัดหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถ้าหาก Epic Games ยอมแพ้และนำเกมส์ขึ้นไปอยู่บน Play Store ฟากผู้ใช้งานมีแต่ได้ เพราะจะโหลดจาก Play Store ได้โดยตรง และไม่เสี่ยงกับตัวติดตั้งในอินเทอร์เน็ทที่ไม่รู้ว่าผ่านการสอดไส้ไฟล์ประหลาดๆ เข้ามาข้างในหรือเปล่า แต่ Epic จะต้องเสียเงินให้ Google 30% ทุกครั้งที่คนซื้อ V-Bucks ในเกมส์ผ่านเงินจริง
ทาง Epic หวังว่า Google จะละเว้นเกมส์ของตัวเองให้เป็นกรณีพิเศษ และส่งเกมส์ขึ้น Play Store เพื่อให้ทุกฝ่ายแฮปปี้กับการตัดสินใจครั้งนี้ แต่ Google ออกตัวชัดเจนว่าถ้าหาก Epic ส่ง Fortnite ขึ้นมาจริงก็จะเก็บเงิน 30% อยู่ดี ไม่มีการละเว้นเป็นพิเศษให้
ซึ่งคำตอบของ Google ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะถ้าหาก Epic ได้รับการละเว้น ในอนาคตเกมส์หรือบริการรายใหญ่จะต้องมาขอการละเว้นด้วยเช่นกันแน่ๆ (ลองนึกภาพ Netflix มาขอ Google ให้ยกเว้นเงิน 30% นี้บ้างดูคงจะเป็นภาพได้ง่ายขึ้น)
แต่ช่วงปีที่ผ่านมาก็มีการพบช่องโหว่ของตัวติดตั้งเกมส์ Fortnite สำหรับ Android หลายครั้ง โดยแรกๆ ผู้ค้นพบก็คือ Google ที่พบว่าไฟล์ติดตั้งมีช่องโหว่ให้การโจมตีแบบ MiTD (Man-in-The-Disk) สามารถล้วงข้อมูลไปได้ และไม่ใช่แค่เกมส์ Fortnite เท่านั้นแต่รวมไปถึงระบปฏิบัติการด้วย ส่วน Checkpoint Security ก็พบว่าโครงสร้างของตัวติดตั้งเปิดช่องโหว่ให้แฮคเกอร์เข้ามาขโมยแอคเคาต์ไปได้ง่ายๆ โดยปีที่ผ่านมามีเคสซัพพอร์ที่บอกว่าถูกแฮคมากถึง 9 ล้านครั้ง
งานนี้คงต้องถามว่า Epic ให้ความสำคัญกับเงิน หรือความปลอดภัยมากกว่ากัน แม้ที่ผ่านมาจะมีการจูงใจให้ผู้ใช้งานเปิดใช้ความปลอดภัยระดับสูงมากขึ้น (เช่นจะได้รับรางวัลในเกมส์ ถ้าหากใช้งาน Two-Factor Authentication) แต่เนื่องจากผู้ที่เล่นเกมส์ส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มวัยรุ่นและเด็ก ทำให้ไม่ได้คิดเรื่องของความปลอดภัยมากนัก
ที่มา – ZDNet
