ถึงข่าวคราวของเอซุสจะเงียบหายไปนานจนหลายคนชักคิดถึง ซึ่งคราวนี้เราก็มีอัพเดตของ ASUS Zenfone Max Pro (M1) ที่อาจจะชวนงงว่าทำไมชื่อรุ่นยาวและดูแปลก แต่รุ่นนี้มีความโดดเด่นบนดีไซน์เรียบง่าย ที่ใช้งานแล้วคุณจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสมาร์ทโฟนจากเอซุสรุ่นนี้
ASUS Zenfone Max Pro (M1) Review
ASUS Zenfone Max Pro (M1) สมาร์ทโฟนที่เปิดตัวตามหลัง Zenfone 5Z สมาร์ทโฟนจอ Notch รุ่นเรือธงไปแบบหมาดๆ เพียงแต่ว่ารุ่นนี้อาจไม่ใช่รุ่นใหญ่ระดับสูง แต่น่าจับตามองในฐานะของสมาร์ทโฟนราคาไม่เกินหมื่นที่มีให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อยด้วยกัน ซึ่งรุ่นนี้มีดีไซน์เรียบง่ายตามแบบฉบับเอซุส แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าหน้าจอเป็นแบบอัตราส่วน 18:9 ที่มีลักษณะยาวเป็นพิเศษ
Physical Overview
- ตัวเครื่องมีขนาดกำลังเหมาะมือ พร้อมหน้าจอ 5.99 นิ้ว แต่หนาไปนิดด้วยแบตเตอรี่
- กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซลและไฟแฟลช
- ปุ่มวอลลุ่มและปุ่มพาวเวอร์ในตำแหน่งที่คุ้นเคย
- ช่องใส่ซิมการ์ดแบบทริปเปิลสลอต ใส่พร้อมกันได้ทั้งซิมและไมโครเอสดีการ์ด
- มีช่องหูฟัง และยังใช้พอร์ตไมโครยูเอสบี 2.0
- กล้องคู่ 13+5 ล้านพิกเซลและเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
FHD+ Full View Display
ในส่วนของหน้าจอแสดงผล รุ่นนี้ไม่พลาดที่จะเปลี่ยนมาใช้หน้าจออัตราส่วน 18:9 หรือที่เรียกกันว่า Full View Display ความละเอียด FHD+ 1080 x 2160 พิกเซล ส่วน User Interface ของรุ่นนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะนำหน้าตาเมนูการใช้งานของ Pure Android เข้ามาประกอบแทน แต่จากการใช้งานที่สัมผัสได้ก็ถือว่ารวดเร็วดีทีเดียว
Performance
Zenfone Max Pro (M1) นำชิพเซตอย่าง Snapdragon 636 Octa-core 1.8 GHz มาใช้ร่วมกับ RAM 3GB และ ROM ภายในเครื่อง 32GB ในรุ่นของเครื่องทดสอบ ซึ่งรุ่นนี้ยังมีเวอร์ชั่น RAM 4/6GB และ ROM 64GB ให้เลือกเช่นกัน และทุกรุ่นยังสามารถเพิ่ม microSD ได้สูงสุดถึง 256GB เลยทีเดียว ส่วนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์รุ่นนี้เป็นเวอร์ชั่น 8.1 (โอรีโอ) โดยชุดประมวลผลทั้งหมดนี้ประมวลผลต่างๆ และส่งผลต่อการทำงานของเครื่องที่รวดเร็วดี ทดสอบการรันกราฟิกด้วยเกมที่ต้องใช้พลังงานสูงหรือพื้นที่ RAM หนักๆ ก็ค่อนข้างลื่นไหลใช้ได้เลย ส่วนระบบเสียงในรุ่นนี้คือ dynamic 2nd generation NXP Amplifier และ 5-magnet Speaker ซึ่งพลังเสียงที่ออกมาทางลำโพงขณะเล่นเกมถือว่าดังสะใจและให้ความไพเราะของเสียงที่ใช้ได้เลย แต่ด้ววตำแหน่งลำโพงบริเวณขอบด้านล่างอาจถูกบดบังบ้างเมื่อถือเครื่องใช้งานแนวนอน
Camera
นอกจากพื้นที่ของ ROM และ RAM ที่ต่างกันแล้ว ความละเอียดของกล้องถ่ายภาพในแต่ละรุ่นย่อยก็แบ่งออกเป็น 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน สำหรับ ASUS Zenfone Max Pro (M1) ในเวอร์ชั่น ROM 32GB และ RAM 3GB มีกล้องคู่ความละเอียดที่ 13 และ 5 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซลพร้อม Soft LED Flash แบบดวงไฟแฟลชโดยเฉพาะ ส่วนอินเตอร์เฟซกล้องในรุ่นนี้มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน อาจต้องใช้ความคุ้นเคยกันสักหน่อย แต่หลักๆ ฟีเจอร์ของกล้องก็จะมีโหมดถ่ายภาพออโต้ แมนนวล และซีนถ่ายภาพต่างๆ, Depth Effect หรือการถ่ายภาพหน้าชัด หลังละลายแบบเพิ่มลดความเบลอของฉากหลังได้ และเลือกจุดที่ต้องการให้ภาพคมชัดได้เช่นกัน แต่ในรุ่นนี้กลับย้ายการเปิดปิดไฟแฟลชไปไว้ในปุ่ม Setting ยิบย่อยเสียนี่ ทำให้ไม่สะดวกนักสำหรับใครที่ต้องใช้งานแฟลชแบบไปๆ มาๆ บ่อยๆ

ตัวอย่างการใช้งาน Depth Effect
ส่วนภาพถ่ายทีได้จากกล้องคู่ของ ASUS Zenfone Max Pro (M1) ถือว่าใช้ได้อยู่นะ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายในที่กลางแจ้งหรือที่แดดจัดก็มีสีสันและความคมชัดที่อยู่ในระดับดี ให้เฉดสีสันที่สมจริง การใช้งาน Depth Effect หรือการถ่ายภาพหลังละลายก็ทำออกมาค่อนข้างดี แต่ตัวกล้องมีจังหวะการประมวลผลภาพที่ช้าไปนิด ต้องถือกล้องให้นิ่งต่อเนื่องหลังจากกดชัตเตอร์ ส่วนการถ่ายภาพในที่แสงน้อยและกลางคืนก็แสดงรายละเอียดภาพค่อนข้างครบ ภาพสว่างสมจริง ไม่ดูสว่างจ้าจนเกินไป แต่ถ้าถือกล้องไม่นิ่งอาจทำให้ภาพสั่นไหวได้ อาจต้องระวังขณะถ่ายภาพสักนิด

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก ASUS Zenfone Max Pro (M1)

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก ASUS Zenfone Max Pro (M1)

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก ASUS Zenfone Max Pro (M1)

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก ASUS Zenfone Max Pro (M1)

ตัวอย่างภาพถ่าย Depth Effect จาก ASUS Zenfone Max Pro (M1)
Google Lens
ส่วนเทคโนโลยีใหม่จากกูเกิลที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ อย่าง Google Lens ที่ช่วยค้นหาข้อมูล สถานที่ผ่านรูปภาพ ก็มีให้ลองเล่นในรุ่นนี้ตั้งแต่ในตัวกล้องเลยเช่นกัน ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ที่ไม่มี Google Lens ติดกล้องมาด้วยก็สามารถใช้งานผ่าน Google Photos ได้ ซึ่งจากการทดสอบใช้งานพบว่าระบบยังค้นหารูปภาพได้ค่อนข้างแม่นยำประมาณหนึ่ง รวมถึงการแยกส่วนรูปภาพและตัวอักษรออกจากกันได้ แต่ในแง่การใช้งานจริงจัง อาจต้องรอให้ Google Lens พัฒนาความสามารถเพิ่มขึ้นมากกว่านี้
Fingerprint & Face Recognition
ฟังก์ชั่นการสแกนลายนิ้วมือบน ASUS Zenfone Max Pro (M1) นั้นยังไม่มีจุดใดพิเศษ แตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ มากนัก เริ่มจากตำแหน่งเซ็นเซอร์ที่อยู่ด้านหลังตัวเครื่องพอดีปลายนิ้วชี้ขณะจับถือ เหมาะแก่การใช้งานมือเดียวง่ายๆ หรือใครที่ไม่สะดวกใช้ลายนิ้วมือในการปลดล็อคหน้าจอ ก็เลือกใช้ Face Recognition หรือการสแกนใบหน้าแทนได้ แถมยังเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้และอินเทรนด์ในช่วงนี้อีกด้วย
Battery
จุดเด่นสุดพิเศษที่หลายคนน่าจะชอบของ ASUS Zenfone Max Pro (M1) ก็คือแบตเตอรี่ความจุสูงสะใจ 5,000 มิลลิแอมป์! ที่ไม่ได้มีประโยชน์แค่การใช้งานที่ต่อเนื่องยาวนานกว่าใคร แต่ยังทำหน้าที่พาวเวอร์แบงก์สำรองในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ด้วย ซึ่งในกล่องจะมีสาย USB OTG แบบ 2.0 มาให้แปลงหัวชาร์จเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ส่วนระยะเวลาการใช้งานที่เครื่องระบุไว้นั้น หากแสตนด์บายโดยไม่ได้เปิดแอพไว้เยอะๆ สามารถอยู่ได้นานเกิน 2 สัปดาห์เลยทีเดียว แต่ในการใช้งานจริงก็ยังอยู่ได้เต็มวันเช่นกัน
Others
นอกจากนี้เอซุส เซ็นโฟน แม็กซ์ โปร (M1) ยังเปลี่ยนมาใช้ช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Triple Slot หรือ ช่องใส่ซิมการ์ดแบบสองซิม (นาโนซิม) และช่องใส่ microSD แยกโดยเฉพาะบนถาดเดียวกัน ไม่ต้องเลือกการใช้งานระหว่าง 2 ซิมหรือเพิ่มความจำภายนอกอีกต่อไป และนอกจากการเชื่อมต่อเครือข่าย 4G LTE และ Wi-Fi แล้ว ยังรองรับการเชื่อมต่อ Dual 4G Active ใช้งานได้สองซิม ไปจนถึงฟีเจอร์ VoLTE แถมยังฉายภาพบนอุปกรณ์หน้าจออื่นผ่าน Cast ได้อีกด้วย
Final Opinion & Conclusion
เมื่อเอซุสยังไม่ทิ้งจุดเด่นโดนใจอย่างสมาร์ทโฟนราคาย่อมเยาพร้อมแบตเตอรี่ความจุสูง แต่เรื่องฟีเจอร์เป็นสิ่งที่ต้องอัพเดตให้ทันสมัยและครอบคลุมทุกการใช้งานอยู่เสมอ ซึ่งเจ้าเอซุส Zenfone Max Pro (M1) ยังคงความ Max ในเรื่องของความจุแบตเตอรี่และระยะเวลาการใช้งาน ส่วนเรื่องความ Pro จากการใช้งานต่างๆ นั้นก็ทำได้ค่อนข้างดีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายภาพแบบคู่ ระบบปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้าและลายนิ้วมือ หน้าจอ 18:9 ไปจนถึงระบบเสียงที่ใช้งานเกมและบันเทิงได้สบายๆ ถ้าต้องการสมาร์ทโฟนราคาไม่เกินหมื่น แบตอึดสะใจแถมได้กล้องคู่ ASUS Zenfone Max Pro (M1) นี่แหละตัวเลือกที่ใช่
Strength
- หน้าจอ Full View Display 5.99 นิ้ว ความละเอียด FHD+
- ชิพเซต Snapdragon 636 Octa-core 1.8 GHz
- RAM 3GB และ ROM 32GB / microSD ได้สูงสุด 256GB
- ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 8.1 (โอรีโอ)
- กล้องคู่ 13+5 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช
- ถ่ายภาพหน้าชัด หลังละลายด้วย Depth Effect
- กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อม Soft LED Flash
- รองรับ 2 ซิมการ์ดและ Dual 4G Active บน Triple Slot
- รองรับการสแกนลายนิ้วมือและใบหน้า
- แบตเตอรี่ความจุสูง 5,000 มิลลิแอมป์ ใช้งานเป็นพาวเวอร์แบงก์ได้
ข้อมูลทั่วไป
ขนาด, น้ำหนัก | 159 x 76 x 8.5 มม., 180 กรัม |
SIM Card | Nano SIM+Nano SIM (Triple Slot) |
แบตเตอรี่ | Li-ion 5,000 mAh |
เครือข่าย
เครือข่าย 2G | 850 / 900 / 1800 / 1900 MHz |
เครือข่าย 3G | 850 / 900 / 1900 / 2100 MHz |
เครือข่าย 4G | LTE |
หน่วยความจำ
หน่วยความจำภายใน | 32GB / RAM 3GB (เครื่องทดสอบ) |
หน่วยความจำภายนอก | microSD สูงสุด 400GB |
จอแสดงผล
ขนาด | 5.99 นิ้ว |
ความละเอียดและความหนาแน่น | 1080 x 2160 พิกเซล (402 dpi) |
ชนิดและจำนวนสี | IPS LCD 16 ล้านสี |
ระบบ
หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) | Qualcomm Snapdragon 636 Octa-core 1.8 GHz |
หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) | Adreno 509 |
ระบบปฏิบัติการและอินเทอร์เฟซ | Android 8.1 (Oreo) |
การเชื่อมต่อ
Wi-Fi | 802.11 b/g/n, Wi-Fi Hotspot, Wi-Fi Direct |
Bluetooth | รองรับ (v4.2, A2DP, LE) |
NFC | ไม่รองรับ |
USB | microUSB 2.0 / USB OTG |
ระบบระบุตำแหน่ง (GPS) | รองรับ (A-GPS, GLONASS, BDS) |
มัลติมีเดีย
กล้องถ่ายภาพนิ่ง | |
ความละเอียด | กล้องคู่ 13+5 ล้านพิกเซล / 8 ล้านพิกเซล |
คุณสมบัติ | Depth Effect / Beauty Mode / เอชดีอาร์ / โหมดถ่ายภาพตามสถานการณ์ / ปรับขนาดและอัตราส่วนของภาพ |
กล้องวิดีโอ | |
ความละเอียด | 3840 x 2160 (UHD 4k) / 1920 x 1080 |
คุณสมบัติ | เลือกขนาดไฟล์วิดีโอ / ฟิลเตอร์สี / ถ่ายวิดีโอแบบปิดเสียง |
วิทยุ | มี |
อื่นๆ | รองรับการสแกนลายนิ้วมือและใบหน้า |
ราคา 5,990 บาท (ROM 32GB/RAM 3GB)
